กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ

 

 
กิจกรรม๐๐๑:สัมพันธ์มิตรในหน่วย

 

[อ่านยากหน่อยนะคะ ผปค.ไม่มีเวลามาเกลาหรือจัดให้อ่านง่าย ขอเผานิดนึง "orz]

 

 -----------------------------------------------------


ให้ตายสิ ! นี่ข้าต้องมานั่งเขียนอะไรแลดูเป็นงานเป็นการเช่นนี้จริงรึ....

อยากจะอู้เสียเหลือเกิน แต่หากอู้ไว้นานกว่านี้ เห็นทีคงไม่มีโอกาสได้ส่งเป็นแม่นมั่น...

เรื่องเขียนๆ...ข้าไม่ได้ขีดเขียนมาก็นานนม มิหนำซ้ำกระดาษกับดินสอพวกนี้ก็ขีดเขียนได้ไม่ถนัดมือเอาเสียเลยด้วย

แต่หากจะให้ไปนั่งจารลงใบข่อยใบลานก็ใช่ที่ ถึงข้าจะตายมานานแต่ก็รู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนะ !

(ต่อจากนี้จะเป็นการคิดไปเขียนไปของรหัท – อันที่จริงเหมือนจะคิดมากกว่าที่เขียนลงไปจริงแหะ)


๑.ความรู้สึกต่อที่ทำงานในยมโลก

ที่ทำงานน่ะรึ ? วังท่านมัจยังสร้างไม่เสร็จดีนี่นา... บันไดขึ้นสวรรค์ก็โคตรจะชัน... ขุมต่างๆก็มีมากมาย

แค่ไปเที่ยวเล่นก็ทำเอาหลงทางจนหัวหมุนได้ตลอด อ้ะ เขียนไปอย่างนี้คงไม่ดีเป็นแน่

ผู้นำทางหลงทางบ่อยนี่รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เสียภาพลักษณ์หมด งั้นเขียนไปว่า ‘มีโอกาสได้ทำงานที่นี่

แล้วก็ได้นำพาวิญญาณดีงามไปส่งยังที่ๆควรไป ข้าก็รู้สึกว่าสงบสุขและสบายดีน่ะนะ’  ก็แล้วกัน

จะว่าไปวิญญาณดีๆก็ได้คุยกันตอนที่เดินไปส่งบ่อยๆ แต่ไฉนไม่รู้จักรับเอาอะไรดีๆจากพวกนั้นมาบ้างเลย

แม้แต่ข้าก็ยังพิศวงในตัวเองอยู่

 

๒.ความรู้สึกต่อหัวหน้า (พัศดี/หัวหน้าหน่วย/ผู้ดูแล)

หัวหน้าหน่วยผู้นำทางไปสวรรค์คือ ลุงพนม.... ลุงแกใจดี๊ใจดี ดูเป็นคนโอบอ้อมอารีแบบสุดๆ...

ขนาดข้าอู้งานไปเที่ยวเล่น ลุงก็ยังไม่เคยว่าสักแอะเดียว ! ...ก็นะ ข้าจะบอกทำไมล่ะว่าข้าแอบอู้ ฮ่าๆๆ !! 

....ทว่าไม่รู้เป็นเพราะรู้สึกว่าลุงแกเป็นหัวหน้าหรือเพราะออร่าแห่งความเป็นผู้ใหญ่ใจเย็นของลุงกันแน่

ข้าจึงรู้สึกเกรงอกเกรงใจลุงพนมชอบกล ปกติข้าว่าข้าลามปามไปทั่วแท้ๆ กลับไม่กล้าแหยมลุงสักกะผีก...

นี่ลุงต้องมีของดีชิ้นใดชิ้นหนึ่งติดตัวเป็นแน่แท้

 

๓.ความสัมพันธ์ต่อคนในหน่วยนอกจากหัวหน้า อย่างน้อย ๓ คนขึ้นไป

ตลกแล้ว ! สามคนเชียวรึ...ทำไมข้าเห็นแต่ยมทูตทั่วไปเพียบไปหมด....มีคนบอกว่าผู้นำทางกับยมทูตก็

ยั้วเยี้ยพอๆกันแท้ๆ แต่ไฉนข้าจำได้อยู่ได้ไม่กี่คนเอง ...นับนิ้ว...คนแรกก็รุกขะ...คนถัดไปก็กระดูก....

คนที่สามก็แขนกระดูก #แม่มคนเดียวกันหนิ

เห็นทีข้าคงต้องไปเข้างานกะอื่นบ้างแล้ว จักได้พบเจอคนในหน่วยคนอื่นบ้าง ...ก็ดี เบื่อหน้าเจ้ากระดูกแล้วเหมือนกัน

.

.

.

(หายหัวไปหลายวันเพื่อทำความรู้จักคนในหน่วยแล้วค่อยกลับมาขีดเขียนต่อ...)


รุกขะและแขนของรุกขะ – ไอ้กระดูกเพื่อนยาก รู้จักกันก่อนมาทำงานที่ยมโลกด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังทำท่ากลัวข้าอยู่ดี 

จะบ้าตาย ....พอไอ้กระดูกมันมีคนรัก ข้าก็ชอบล้อบ่อยๆ ว่าพวกมันหวานเลี่ยนเจียนอ้วก

แต่เดี๋ยวนี้ข้ามิกล้าล้อมันเสียแล้ว แย่จริง ....ข้าเคยโดนมันประทุษร้ายมามากมายนัก ทั้งอ้วกใส่ ทั้งไฟเผา

ดีนะมันไม่เอาเขายาวๆนั่นกระซวกไส้ด้วยเลย ....ที่จริงแล้วข้าว่านิสัยเราสองคนเข้ากันไม่ได้สักนิด

ข้ารำคาญไอ้อาการตะกุกตะกัก แล้วก็เขินอายไปหมดทุกสิ่งอันนั่น แต่ก็น่าแปลกที่ยังคบหาเป็นมิตรสหายกันมาได้

อย่างยาวนาน อาจจะเป็นเพราะมีเจ้าแขนกระดูกตัวแสบสหายรักอีกคนเป็นกาวประสาน เจ้าแขนนี่น่ะคู่หูสุดจะซี้ของข้าเลย

แม้ว่ามันจะเกรียนและทะลึ่งตึงตังไปหน่อยก็ตามเถอะ แต่การที่ได้เฮฮากับมันน่ะ แจ่มสุดๆไปเลยเทียว

 

ลลิต – แม่หญิงผมสีฟ้า ข้ามิค่อยได้คุยกับนางมากมายนัก ...แต่ข้าก็ว่าแม่หญิงนางนี้แปลกคนมิใช่น้อย

...นางบอกว่าชมชอบความสันโดษ แต่ว่านะ..อยู่คนเดียวจักไปสนุกสนานได้อย่างไรกัน ข้ามิเข้าใจจริงๆ

 

ติชิลา – เป็นแม่หนูอีกคนที่ข้ารู้สึกเอ็นดูเอามากๆ นางน่ารัก อัธยาศัยดี ...ข้ารู้สึกเวทนานางที่ต้องมาหูหนวก

แต่เยาว์วัย แต่ก็ต้องทึ่งที่นางสามารถอ่านปากของคนพูดได้แทบจะสมบูรณ์แบบ เป็นเด็กอีกคนที่ไม่

โยเยเวลาคุยด้วย ข้าชอบนะ ! ไว้ข้าจะหัดภาษามือเอาไว้พูดคุยกับนาง

 

ธีรเดช – เจ้าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน คุยกันไม่ทันไร ก็ได้ข่าวมาว่ามีเหตุขัดข้องต้องมาสมัครงานใหม่ปีหน้าเสียแล้ว...

โถ่ รีบกลับมาละ อย่าปล่อยให้ข้าเปล่าเปลี่ยวสูงอายุอยู่คนเดียว !

 

กันต์ – .....ฟ้าส่งข้ารหัทมาเกิดแล้วไซร้ ไยจึงส่งเจ้าบ้านี่มาเกิดด้วย....ข้าเจอมันครั้งแรกที่บันไดสวรรค์

แต่ให้ตายสิ ! เกิดมามิเคยพบเคยเห็น คนอะไรมันจะคึกคักได้ขนาดนี้ ต่อให้ข้ากินเห็ดคึกคักเข้าไป

ยังมิได้ครึ่งนึงของเจ้านี่เลยนะ !? ผิดปกติแล้วล่ะ นี่มันผิดปกติแน่ๆ

 

 

คนนอกหน่วย


อัทธ์ – เจ้านี่มันปิศาจน้อยบ้าจูบ วันๆเอาแต่ยิ้ม โกรธใครเป็นบ้างไหมนะ อายุอานามรึก็ไม่เท่าไหร่ แต่ดัน

ชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ แต่ก็ดี ขืนมาทำโยเย ข้าได้กระโดดถีบเข้าให้ ฮ่าๆ ว่าไปนั่นจริงๆก็ถีบไม่ลงดอกนะ

น่ารักออกปานนี้ ใครว่ามันหล่อนี่ข้าเถียงหัวทิ่มฝา ! มีแต่ความน่ารักเท่านั้นแหละ หล่อๆล่ำๆมันต้องอย่างข้านี่

อะโถ่เอ๊ย สมัยอยู่บนโลกมนุษย์สาวๆกรี๊ดกันจะตาย (กรี๊ดเพราะเห็นผี orz) จริงๆแล้วเจ้าอัทธ์มันก็พึ่งพาได้

มากกว่าที่ข้าคิดไว้ละนะ ทั้งตอนที่หลงทาง ตอนที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน หรือแม้แต่ตอนที่ข้าเมามายจนไม่

ได้สตินั่น ก็มีมันคอยดูแลอยู่ตลอด ....มันทำให้ดีใจระคนเจ็บใจไปพร้อมๆกัน ข้าอยากจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้

แข็งแรงให้มากกว่านี้ ให้เพียงพอที่จะสามารถดูแลและปกป้องมันด้วยสองมือของข้าได้บ้าง ไม่ใช่ถูกดูแลอยู่ฝ่ายเดียว...

แล้วที่ข้าเรียกอัทธ์ว่าปิศาจน้อยบ้าจูบก็เพราะเจอกันทีไรมันเป็นต้องจูบ จูบแก้ม จูบปาก จูบศีรษะ จูบไหล่ จูบจมูก

จูบตา จูบหู จูบๆๆ จูบมันเข้าไป... มันรู้บ้างไหมว่าข้าก็เขินเป็นนะเฟ้ย ใช่ว่าจะสักแต่ด้าน ! ฮึ ! หรือจะแกล้งข้ากันแน่

นี่ถ้าข้าคิดเงินจูบละร้อย ข้าคงเป็นเศรษฐียมโลกไปแล้ว... อย่าเผลอเชียว ข้าจะเอาคืนทบต้นทบดอกให้หมด !

....อ้ะ...........ข้าไม่ควรเขียนอะไรแบบนี้ในรายงานเป็นทางการสิ ลบๆๆๆลบให้หมด เอาใหม่แล้วกัน..........

ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับอัทธ์น่ะรึ เขียนลงไปแค่ว่าเป็น ‘คนรัก’ คำเดียวก็พอแล้วล่ะมั้ง ////////

เขียนสั้นที่สุดแต่รักที่สุดเลยนะเจ้านี่น่ะ !

 

หมอกลิ่นดิน – หมอกลิ่นดินผู้ที่ไม่ได้มีกลิ่นเหมือนดินดังชื่อ เป็นคนที่ข้าชมชอบไปแกล้งบ่อยๆ

แต่ไปมาๆไม่รู้ทำไมข้ารู้สึกเหมือนโดนหมอแกล้งกลับเกือบทุกที นี่ข้าแพ้ทางเขาสินะ ถึงกระนั้นข้าก็ยังเทียวไปเทียวมา

ให้หมอรักษาทุกวี่วัน ชนิดที่ว่าลืมไปเสียสนิทว่ามีน้องหญิงเป็นหมออยู่อีกคน นี่หมอแอบให้ยาเสพย์ติดข้ากินรึเปล่า...

ตอนข้าไม่สบาย หมอก็ใจดีป้อนยาให้ข้ากิน เพราะข้าเป็นคนกินยายาก ถึงข้าจะรู้สึกว่าเป็นการป้อนยาที่ดูเหมือน

ยัดก็ตามทีเถอะ.... เราเคยต่างคนต่างหลงไปเจอกันเสียด้วย ข้าว่าเขากับข้าไม่ควรเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ

ด้วยกันแน่ๆ ไม่เช่นนั้นอาจหลงทางเสียอนาคตทั้งคู่เป็นแน่เทียว... นอกจากนี้ระยะหลังมานี่ หมอรุนแรงกับข้าขึ้นอักโข

บีบนวดแต่ละที กระดูกข้างี้แทบจะสะบั้นออกจากกัน ดีแต่ว่าร่างกายข้าแข็งแรงเป็นทุนเดิมดอกนะ

หมอถึงพ้นข้อหาฆาตกรรมไปได้ แต่เอาเถอะ...คาดว่าคนท้องเขาจะมือหนักตีนหนักขึ้นแบบนี้เป็นธรรมดา

ข้าเข้าใจ ข้าก็เลยทำบัวลอยจักรพรรดิไปให้หมอเขาทาน เพื่อจักได้บำรุงเด็กในท้องให้แข็งแรงๆไงล่ะ

 

ปั้นหยาและเอกา – น้องหญิงปั้นหยา มาตรว่านางมิใช่น้องแท้ๆของข้า แต่ตอนนี้ข้าก็รักนางเสมือนเป็นพี่น้อง

ร่วมอุทรไปแล้ว ด้วยความน่ารัก ร่าเริง ขี้อ้อน และช่างเอาอกเอาใจ ทำให้ข้าค่อยๆเอ็นดูนางประดุจน้องสาวจาก

ใจจริงมากขึ้นทุกวัน มิหนำซ้ำข้ากับพ่อเอกาก็ทำท่าจะเข้ากันได้ดีในเรื่องหวงน้องหญิงเสียด้วย ทำอย่างไรได้

ในเมื่อน้องหญิงของข้าน่ารักสดใสออกปานนั้น หากมีคนมิดีมาหลอกลวงไป ข้ากับพ่อเอกาคงตีอกชกหัวตัวเอง

เป็นแม่นมั่นที่ดูแลนางมิได้ ...น้องหญิงชมชอบกินขนมฝีมือข้า ข้าละปลื้มใจเป็นที่สุด ไว้ข้าจะทำให้นางกินบ่อยๆ

จนอ้วนลงพุง หนุ่มไหนไม่มาจีบเลยเชียว !

 

รินชา – สำหรับข้าแม่หญิงรินเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อยประดุจผ้าพับไว้ จนข้ารู้สึกนอบน้อมและเกรงใจนางพอสมควร

นางเป็นเพียงไม่กี่คนที่สร้างความประทับใจให้กับพันแสงของข้าได้จนยอมส่งเสียงมาคุยด้วยตนเอง....

ข้าเคยฟังแม่หญิงรินร้องเพลง จำได้ว่าไพเราะเสนาะหูมาก นางมักเผยด้านใหม่ๆให้ข้าได้ประหลาดใจอยู่เสมอ

(เช่น ด้านที่เป็นสาววาย *เฮือก*) ข้าคิดว่าแม่หญิงเป็นสหายสตรีที่ข้าสนิทสนมด้วยคนนึงเลยทีเดียว

และการที่ได้ไปนั่งดูดาวด้วยกันเมื่อครั้งกระโน้นนั้น ข้าก็มีความสุขมาก จนทำให้ต้องหวนคิดถึงช่วงเวลานั้น

บ่อยๆเชียวล่ะ ที่สำคัญอีกประการ นางอาจจะมิรู้ตัว แต่ยามนางลงท้ายด้วยคำว่า ‘เจ้าค่ะ’ นั้น ข้าว่าน่ารักเหลือ

เกินเลยละ

 

พี่ขาล – พี่ขาลใจดีแล้วก็ใจกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำเสียอีก แม้ว่าเจอกันครั้งแรกข้าจะเหยียบตีนพี่แกไปถึงสามครั้งสามครา

แต่พอรู้ว่าข้าไม่มีที่ไป พี่ขาลก็ยังกรุณาให้ข้าได้พักพิ